ทำฟาร์มปลูกผักสมุนไพรปลอดสารพิษ
ส่งขายทั่วยุโรปทำเงินเป็นหลักล้าน
้ขึ้นโต๊ะอาหารจานพิเศษบุคคลสำคัญ

โดย Pairat Patarcec Poonyasarn
ผู้สื่อข่าว SiamChronicle: Life Style & Living Well ประจำสแกนดิเนเวียน

ผู้สื่อข่าว Life Style & Living Well ประจำสแกนดิเนเวียน รายงานจากประเทศสวีเดน ว่า ขณะนี้ชื่อของสาวไทย นางสุทิพย์ สมบรูณ์ทรัพย์(อุสตอด) อายุ 48 ปี ได้เป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ในฐานะผู้บุกเบิกฟาร์มปลูกพืชผักสมุนไพรไทยปลอดสารพิษ ซึ่งไม่น่าจะทำได้ เพราะพื้นที่ดินส่วนใหญ่เป็นดินเหนียว ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก แต่ปรากฏว่าเธอสามารถทำได้ดี จนได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติจาก กรมวิชาการเกษตร ของสวีเดน มีสื่อมวลชนกว่า 100 รายการทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างๆ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ของเธอ
และที่สำคัญเธอยังได้รับเชิญเป็นนักวิชาการพิเศษ บรรยายต่อนักศึกษาตามมหาลัยชั้นนำของสวีเดน อาทิ มหาลัยสตอ็กโฮมห์, มหาลัยแห่งเมืองลุนด์, มหาลัยโกเตนเบริ์ก และยังมีวิทยาลัยอาชีวะต่างๆของสวีเดน ซึ่งใช้แปลงผักของเธอเป็นโรงเรียนที่สองในการวิจัยด้านเกษตรในสวีเดน และยังพบว่า มีคณะบุคคลต่างๆเข้าเยี่ยมชมแปลงผักของเธออยู่ตลอดเวลา จนต้องจองก่อนล่วงหน้า ผลผลิตของผัก ก็ถูกนำขึ้นไปใช้ปรุงอาหารรจานพิเศษบุคคลสำคัญตั้งแต่พระมหากษัตย์ นายกรัฐมนตรี นักการเมือง ตลอดจนต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองอาทิ จอร์ช บุช ครั้งเยือนสวีเดน ก็ล้วนแล้วแต่ซื้อจากแปลงผักของเธอ
"อาจเป็นเพราะเราไปสร้างตำนานใหม่ พลิกทฤษฏีของกรมวิชาการเกษตรสวีเดนที่เคยบอกว่าดินเหนียวสีดำของประเทศสวีเดน ไม่เหมาะแก่การเติบเติบโตของพืชผัก แต่เรากลับทำได้" นางสุทิพย์ กล่าว

นางสุทิพย์ เผยว่า เธอมีที่ดินอยู่ 600 ไรอยู่ชานเมืองโกเตนเบริ์ก( Gothenburg)ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมใหญ่อันดับ 2 รองจากสตอ็กโฮมห์(Stockholm) ได้นำมาใช้งานสร้างแปลงปลูกผักจริงๆ 300 ไร่ โดยมีพืช ผัก กว่า 200 ชนิด เป็นพืชผักทุกชนิดที่โตได้ในเมืองไทย ยกเว้นแต่ใบมะกูด นำเอาเมล็ดพันธฺ์มาจากเมืองไทยและจีนบางส่วน เริ่มลงทุนครั้งแรก 300 โครนา เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ช่วงแรกไม่ประสบผลสำอย่างที่คาดหวังไว้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่คือร้านอาหารไทย แต่ยังคงเดินหน้าทำต่อไป เพราะใจรัก และไม่ได้หวังผลกำไรมากมาย และเดินหน้าพยายามเปิดตลาดไปสู่ร้านค้าสโตร์ใหญ่ๆ ตลาดเริ่มกว้างดีขึ้น จนขณะนี้เราสามารถเลือกขายให้ลูกค้าได้เอง และจะปลุกผักตามออเดอร์ของลูกค้า ก่อนที่เราจะเริ่มปลูก
เกษตรกรสาวแกร่ง กล่าวอีกว่า เธอมีปรัชญาในการทำงาน คือลูกค้าจะต้องยอมรับในเงื่อนไขของเธอ ด้วยที่ผลิตภัณฑ์ของเธอเป็นพืช ผัก สมุนไพรไทย ปลอดสารพิษ ใช้หลักทางธรรมชาติ ในการดูแล ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและสร้างคุณค่าทางอาหารสูง และที่สำคัญเธอใส่ใจดูแลฟาร์มเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงสามารถผู้กำหนดราคาขายได้เอง หากลูกค้าไม่พอใจหรือรับเงื่อนไขไม่ได้ ก็จะไม่สนใจ เพราะเธอทำงานนี้ด้วยใจรัก ไม่ได้หวังผลกำไรมากมาย แต่ในทางตรงกันขามลูกค้าของเธอกลับมีแต่ร้านอาหารชั้นหนึ่ง ร้านค้าสโตร์ขนาดใหญ่ ทั้งสวีเดนและยุโรปต่างก็เลือกผักจากฟาร์มของเธอ ทำรายได้โดยเฉลี่ยประมาณหลักล้านสวีดิชโครนา
"เราจะวางแผนแปลงผักของเรา เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงสปริงของสวีเดินและผลิตภัณฑ์จะไปสิ้นสุดในเดือนกันยายนรวมเวลา 6-7 เดือน ซึ่งเป็นช่วงซัมเมอร์ที่นี่แดดจะยาวนานพระอาทิตย์ตกตอน 5 ทุ่ม หรือเที่ยงคืนอุณหภูมิโดยเฉลี่ยประมาณ 20-25 องศา หรือบางปีก็ถึง 30 องศา หลังจากนั้นก็เข้าฤดูใบไม้ร่วงและหนาวเราก็จะหยุดพัก ประมาณ 6 เดือน ระหว่างนี้เราก็เปิดสอนการทำอาหารไทย อาหารจีน และออกสาธิตการทำอาหารตามที่ต่างๆแก่นักศึกษาและประชาชนชาวสวีเดน "นางสุทิพย์กล่าว
สุทิพย์ เธอเล่าย้อนไปอดีตเมื่อตอนอายุ 8 ขวบ ว่าเธอในรับแรงดลใจรักด้านการเกษตรมาจากคุณยายซึ่งมีไร่ในจังหวัดกาญจนบุรี เธอชอบที่จะช่วยยายในการทำสวนและจินตนาการว่าอยากทำสวน หรือแปลงเกษตรเป็นของตัวเองสักวันหนึ่ง ซึ่งเธอสามารถสานฝันให้เป็นจริงขึ้นมาได้ และยิ่งมหัศจรรย์ไปกว่านั้น เธอกลับทำได้ในประเทศที่มีสภาพอากาศหนาวจัด เธอระบุว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

ส่วนการเดินทางไปพำนักในประเทศสวีเดนนั้น เธอติดตามญาติที่ทำงานกับการบินไทยไปที่กรุงสตอ๊กโฮมห์ เมื่อเธออายุได้ 18 ปี จนขณะนี้เธออายุ 48 ปี และเธอเธอแต่งงานกับชาวสวีเดนมีบุตรด้วยกัน 3 คน เดิมเธออาศัยอยู่ในเมืองโกเตนเบริ์ก แต่หลังจากที่เธออยากจะสร้างแปลงผักในจินตนการจองเธอจึงขายบ้านแล้วมาซื้อที่ดินนอกเมืองไกลออกไป เธอเริ่มลงมือถือจอบ เสียม ขุดดินเหนียวทำแปลงผักด้วยตัวเธอเองเพียงลำพัง
"แรกๆบอกสามีๆก็ไม่ได้สนับสนุน แต่เราก็อดทนทำมาเป็น 10 ปี กว่า
จะมาถึงขั้นนี้ได้ ก็อยากกลับนะ
เราเป็นคนไทยแม้อยุ่ที่ไหนก็ไทย ก็ฝันอยากทำประโยชน์ให้กับชาวเกษตรกรไทยซึ่งมีฐานะยากจนตลอดกาลและถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง หรือนายทุน ซึ่งแตกต่างจากเกษตรกรประเทศยุโรปหน้ามือเป็นหลังมือ พวกนี้กลับมีฐานะมั่งคั่งและได้รับการดูแลอย่างดีจากรัฐบาลด้วย จึงอยากกลับไปมาเผยแพร่ความรู้ต่อเกษตรกรชาวไทยในอนาคตเมื่อเธอเสร็จสิ้นภาระกิจที่นี่แล้
"
นอ
กจากนี้ก็ยังในใจที่จะสร้างบ้านพักคนชราให้ความสุข
ความอบอุ่นกับคนชราที่ถูกลูกๆทอดทิ้ง, อยากจะเปิดโรงเรียนสำหรับผู้หญิงไทยที่จะมาอยู่ต่าง ประเทศให้เรียนรู้กฏหมายและวัฒนธรรมในที่นั้นๆ เพราะหากผิดพลาดเราก็เสียหายด้วยกันดังคำสุภาษิตไทยที่ว่า ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นไปทั้งข้อง แต่ทั้งหมดนี้จะขอแรงสนับสุนจากสปอนเซอร์ที่นี่" นางสุทิพย์ กล่าวในที่สุด.